“วีรศักดิ์” เตรียมลงพื้นที่โคราช เฟ้นหา GI รายการใหม่ หวังเพิ่มมูลค่าสินค้า สร้างรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

“วีรศักดิ์” เตรียมลงพื้นที่โคราช เฟ้นหา GI รายการใหม่ หวังเพิ่มมูลค่าสินค้า สร้างรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

                         “วีรศักดิ์” เตรียมนำคณะทำงานจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเฟ้นหาสินค้าท้องถิ่นที่มีศักยภาพมาขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication : GI) รายการใหม่ เผยโคราชยังมีสินค้าอีกมากมายที่เข้าข่ายจะขึ้นทะเบียน GI ได้ ซึ่งตนจะลงไปตรวจสอบกระบวนการผลิตด้วยตนเอง พร้อมแนะแนวทางการพัฒนาต่อยอดสินค้าด้วยระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาให้แก่ชาวบ้านและผู้ประกอบการในพื้นที่ ตั้งเป้าเพิ่มรายได้และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืนตามรอยสินค้าขึ้นชื่อของจังหวัดที่ได้ขึ้นทะเบียน GI ไปแล้ว 6 รายการ

                         นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2563 นี้ มีกำหนดจะลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อเตรียมผลักดันการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการใหม่ ซึ่งจากการทำงานร่วมกันระหว่างกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานในท้องถิ่น พบว่ามีสินค้าจากชุมชนอีกหลายรายการที่น่าสนใจและมีศักยภาพที่อาจจะนำมาขึ้นทะเบียน GI ได้ อาทิ น้อยหน่าปากช่อง ทุเรียนปากช่องเขาใหญ่ ผ้าไหมคึมมะอุบัวลาย ฯลฯ ด้วยปัจจัยทางภูมิศาสตร์ทำให้สินค้าเหล่านี้มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นแตกต่างจากสินค้าประเภทเดียวกันที่มาจากแหล่งอื่น ซึ่งตัวผมและทีมงานกรมทรัพย์สินทางปัญญา จะเข้าไปในพื้นที่เพื่อตรวจสอบกระบวนการผลิตและคุณภาพสินค้า พร้อมกันนี้ยังเป็นโอกาสดีที่จะได้พูดคุยกับคนในชุมชน เพื่อผลักดันสินค้าท้องถิ่นให้เข้าสู่ระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และแนะแนวทางการเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วยตราสัญลักษณ์ GI”

                         นายวีรศักดิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “ปัจจุบันจังหวัดนครราชสีมาเป็นจังหวัดที่มีการขึ้นทะเบียน GI มากที่สุดในประเทศไทยเทียบเท่ากับจังหวัดเชียงราย โดยมีสินค้าที่ขึ้นทะเบียน GI แล้ว 6 รายการ ได้แก่ กาแฟดงมะไฟ ไวน์เขาใหญ่ ข้าวหอมมะลิทุ่งสัมฤทธิ์ กาแฟวังน้ำเขียว เครื่องปั้นดินเผาด่านเกวียน และมะขามเทศเพชรโนนไทย โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ได้เข้าไปส่งเสริมและสนับสนุนช่องทางการตลาด
การประชาสัมพันธ์ และการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพ จนสินค้าดังกล่าวมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค ทั้งในและต่างประเทศ สามารถสร้างรายได้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืนและครบวงจร ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะเป็นต้นแบบให้แก่สินค้าที่จะนำมาขึ้นทะเบียน GI ในอนาคตต่อไป”